Saturday, November 3, 2012

หลักการคร่าวๆของนามนับได้และนามนับไม่ได้

หลักการและการใช้ Countable Nouns

1. สามารถใช้จำนวนนับ ( 1,2,3,…) นำหน้าเพื่อนับจำนวนได้
  • 3 cats, 5 apples, ten birds
2. สามารถใช้ a และ an นำหน้าได้
  • a pen, a dog, a ruler
  • an elephant, an orange, an ear, an egg
3. สามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้
  • dog = dogs,   cat = cats
  • pen = pens ,   egg = eggs
4. ใช้ How many + นามพหูพจน์ เพื่อถามจำนวน
  • How many birds are there in the zoo?
  • There are ten birds.
  • How many sisters do you have?
  • I have two sisters.

หลักการและการใช้  Uncountable Nouns

1. ไม่สามารถใช้จำนวนนับ ( 1,2,3,…) นำหน้าเพื่อนับจำนวนได้
  •      oil,     soap,     water
2. ไม่สามารถใช้ a และ an นำหน้าได้
  •      tea,    coffee
3. ไม่สามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้  เป็นได้เพียงรูปเอกพจน์เท่านั้น
  •      tea = teas      coffee =coffees    ผิดนะครับ
4. ใช้  How much+ นาม  เพื่อถามปริมาณ
  •     How much sugar do you want?
  •     How much milk do you drink a day?
5. เป็นได้เฉพาะนามเอกพจน์ ใช้กริยาเอกพจน์
  •    Water is cool.
  •    Sugar is sweet.

คำนามนับได้ และคำนามที่นับไม่ได้ ดูตรงไหน


คำถามเพื่อหาคำตอบ

  • นามนับได้คืออะไร
  • นับไม่ได้คืออะไร
  • มีหลักเกณฑ์ในการแยกแยะอย่างไร
ก่อนอื่นลองเดาซิว่าฝรั่งถือว่าคำนามต่อไปนี้ำตัวใดนับได้ ตัวใดนับไม่ได้
chalk (ชอล์ก)   soap (สบู่)  paper (กระดาษ)  water (น้ำ) tea (ชา)

เฉลย …….คำนามดังกล่าว  เช่น chalk (ชอล์ก)  soap (สบู่) ฝรั่งถือว่าเป็นนามนับไม่ได้ครับ  นักเรียนหลายคนสังสัยว่าทำไมถึงนับไม่ได้ เดี๋่ยวค่อยเฉลยกันครับ

นามนับได้นับไม่ได้คืออะไร

นามนับได้ คือ นามที่นับได้เป็นตัว ๆ เวลานับก็นับตัวของมันเลย (มีหลายชิ้นส่วนประกอบกัน)
นามนับไม่ได้  คือ นามที่ไม่สามารถนับตัวของมันได้ ต้องนับภาชนะที่บรรจุ หรือว่าอย่างอื่นแทน

มีหลักเกณฑ์ในการแยกแยะอย่างไร

หลักเกณฑ์คร่าวๆ แต่ว่าใช้ได้ดีคือว่า

นามนับได้ มีหลายองค์ประกอบหรือหลายชิ้นส่วนรวมกัน
นามนับไม่ได้ มีองค์ประกอบเดียว

นามนับได้ มีหลายองค์ประกอบ หมายความว่า ต้องเอาหลายชิ้นส่วนมาประกอบกันนะครับ  และแต่ละชิ้นส่วนก็มีชื่อเรียกของมันเอง เช่น  bike (จักรยาน) ก็จะประกอบไปด้วยล้อ อาน โซ่ ฯลฯ   chair (เก้าอี้)  ประกอบไปด้วยเหล็ก ไม้ เบาะรองนั่ง ฯลฯ bird ประกอบไปด้วยปีก  ขา  หัว ฯลฯ เป็นต้น คำอื่นๆ ก็เหมือนกัน และเวลานับเขาก็จะนับ ดังนี้
a cat  แมวหนึ่งตัว / five cats แมวห้าตัว
a man ผู้ชายหนึ่งคน / two men  ผู้ชายสองคน
a car รถยนต์หนึ่งคัน / many cars รถยนต์หลายคัน
อ้าวแล้วทำไมหลายตัว เติม s แต่บางตัวไม่เติม กลับเปลี่ยนรูปไป เช่น man เป็น men
คำถามนี้จะตอบในหัวข้อ นามเอกพจน์ นามพหูพจน์ (Singular & Plural)
นามนับไม่ได้ มีเพียงองค์ประกอบเดียว หมายความว่า ไม่ว่าจะแบ่งแยกออกไปอย่างไร  เราก็ยังเรียกชื่อเดิมของมันอยู่ดี  ปกติจะป็นสารหรือของเหลวต่าง ๆ   เช่น กระดาษ  นักเรียนหลายคนคิดว่ากระดาษนับได้  (ภาษาไทยนับได้แต่ฝรั่งบอกว่า No) แต่ลองฉีกกระดาษออกมาซิครับ ไม่ว่าจะฉีกออกมากี่ชิ้น มันก็ยังเป็นกระดาษเหมือนเดิมใช่ไหมครับ อีกสักสองสามคำนะครับ ให้นักเรียนลองเอาสิ่งของต่อไปนี้มาหั่นออกสักสิบชิ้น ได้แก่  chalk, soap   ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกับ paper ไช่ไหมครับ
ส่วนคำนามนับไม่ได้มีอะไรบ้าง การนับคำนามที่นับไม่ได้ทำอย่างไร เราจะได้เรียนรู้ในหัวข้อ นามนับไม่ได้ (Uncountable Noun)
ฉะนั้นสรุปได้ว่า
นามนับได้ คือ  นามที่แบ่งแยกแล้วจะไม่สามารถเรียกชื่อเดิมได้
นามนับไม่ได้  คือ  นามที่แบ่งแยกแล้วจะมีชื่อเรียกเดิม

นี่คือหลักการคร่าวๆ ที่ฝรั่งแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างนามนับได้ และนามนับไม่ได้ ไม่ต้องเถียงเขานะครับ เพราะเรากำลังเรียนรู้หลักภาษาของเขา เขาว่ามาอย่างนี้ เราก็จดจำไว้แล้วกัน

เอกพจน์ และพหูพจน์คืออะไรน้อ



พจน์ แปลว่าคำพูด หรือถ้อยคำ
เอก แปลว่า  หนึ่ง
พหู แปลว่า  หลาย
ในทางไวยากรณ์นั้น  เอกพจน์หมายถึง  จำนวนเพียงจำนวนเดียว หรือพูดสั้น ๆ ก็คือ ตัวเดียว อันเดียวนั้นแหละ  ส่วนพหูพจน์ก็ตรงกันข้ามกัน  คือจำนวนมาก  หรือหลายตัว  หลายอันนั่นเอง
ในการเรียนไวยากรณ์นั้นต้องจดจำคำเหล่านี้ไว้ให้ดีนะครับ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับหลักภาษาโดยตรงเลย และหน้าตาของนามเอกพจน์กับพหูพจน์ ก็มีการเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปด้วย ซึ่งจะได้เรียนรู้กันในเรื่อง  การเปลี่ยนนามเอกพจน์เป็นพหูพจน์
ซึ่งคำที่จะได้ยินบ่อยๆคือ ประธานเอกพจน์ / ประธานพหูพจน์  ซึ่งประธานของประโยคก็จะมาจากคำนามและสรรพนาม
นามเอกพจน์ (singular) คือ  คำนามที่มีเพียงจำนวนเดียว
นามพหูพจน์ (plural) คือ  คำนามที่มีสองจำนวนขึ้นไป
คนเดียว  เช่น  a man, a doctor / หลายคน เช่น   men, doctors
ตัวเดียว  เช่น  a dog, a pig, a bird / หลายตัว เช่น  dogs, pigs, birds
อันเดียว  เช่น  an apple, a book,  a car / หลายอัน เช่น  apples, books,  cars
สถานที่เดียว  เช่น  a school, a bank / หลายสถานที่ เช่น  schools, banks
สรรพนามเอกพจน์ เช่น He, She, It
สรรพนามพหูพจน์ เช่น You, We, They และ I ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

คำนามทั่วไป (Common Noun) คำนามเฉพาะ (Proper Noun)

คำนามทั่วไป (Common Noun) และคำนามเฉพาะ (Proper Noun)

เราก็ได้เรียนรู้ไปแล้วนะครับว่าคำนามทั่วไปคือ คำที่ใช้แทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่
คำนามเฉพาะคือชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่
วันนี้เราจะได้เรียนแบบเจาะลึกลงไปอีกนะครับ ว่าคำนามทั่วไป กับคำนามเฉพาะมีอะไรบ้าง
1. คำนามทั่วไป (Common Noun) คือ คำที่ใช้แทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ทั่วๆ ไป ไม่เป็นการเจาะจง ลองมาดูตัวอย่างกัน
คน:
boy, girl, man, woman, father, mother, son, daughter, king, queen, teacher, doctor, student
สัตว์:
cat, dog, bird, lion, tiger, fish, fly, spider, snake, whale
สิ่งของ:
car, pen, map, bed, table, pillow, telephone, window
สถานที่:
church, school, post office, station, bank, market

2. คำนามเฉพาะ (Proper Noun) คือ ชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่
คน:
Sam Smith, David Beckham, Barak Obama, Britney Spears
สัตว์:
Simba, Angel, Bear, Buddy, Adam
สิ่งของ: ปกติจะเป็นยี่ห้อของสินค้า่ต่างๆ
Toyota, Lux, Samsung, Sony, Apple, Pantine
สถานที่: หมู่บ้าน เมือง ประเทศ ทวีป
London, Tokyo, Canada, Italy, Asia, Africa
ชื่อองค์กรต่างๆ:บริษัท ห้างร้าน โรงเรียน โรงแรม
Oxford University, Toyota Corporation, DBS Bank
วัน เดือน วันหยุด :
December, June, Monday, Sunday, Valentine, Christmas
สัญชาติ :
Thai, Japanese, Chinese, American, English, Australian
สิ่งก่อสร้าง :
Big Ben, Buckingham Palace, the Taj Mahal, the Great wall of China, the Statue of Liberty
ธรรมชาติ: แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ทะเลทราย มหาสมุทร ภูเขา เกาะ
the Nile River, Mount Fuji, the Pacific, the Red Sea, the Grand Canyon, the Sahara
คำนามเฉพาะจะขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประโยค
บทเรียนนี้ไม่ขออธิบายละเอียดนะครับ เพราะไม่มีอะไรซับซ้อนเท่าไหร่ เรียนผ่านแล้วผ่านเลยก็ได้

Parts of speech ส่วนของคำพูด



Part of speech คืออะไร มีอะไรบ้าง
ก่อนอื่นลองอ่านเนื้อเรื่องง่ายๆ นี้ก่อนครับ
My name is Tom. (นาม)
I am American. (สรรพนาม)
I’m tall and slim. (คุณศัพท์)
I can play tennis. (กริยา)
And I can run fast. (กริยาวิเศษณ์)
I love Thailand and Thai people. (สันธาน)
It’s hot in April. (บุรพบท)
Well!! I must go now. Bye. (อุทาน)
สรุปแล้ว parts of speech คือ คำชนิดต่างๆ ซึ่งมีด้วยกัน 8 ชนิด
1. Noun (คำนาม) คือคำที่ใช้แทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ (รวมถึง ชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่)
  • คน เช่น boy girl man student doctor king father/ John Sam Ted Tom
  • สัตว์ เช่น dog cat bird tiger / Simba Kitty
  • สิ่งของ เช่น TV radio fan car soap / Sony Samsung Lux
  • สถานที่ เช่น market bank city country / London Thailand England
2. Pronoun (สรรพนาม) คือ คำที่ใช้แทนคำนามด้านบน เช่น I you he she it this that
3. Adjective (คุณศัพท์) คือคำที่ใช้บอกลักษณะของคำนาม เช่น tall short small big
4. Verb (กริยา) คือคำที่ใช้แสดงการกระทำ เช่น go come run walk
5. Adverb (กริยาวิเศษณ์) คือคำที่ใช้อธิบายการกระทำว่าทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ เช่น fast slowly here there today yesterday
6. Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยค เช่น and but or so
7. Preposition (คำบุรพบท) คือคำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ของคำ เช่น in on at by from
8. Interjection (คำอุทาน) คือคำที่ใช้แสดงอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ เช่น wow eh um
แล้วหัวข้อไหนที่ควรเรียนให้แจ่มแจ้ง และตัวไหนไม่จำเป็น
หัวข้อที่ไม่จำเป็นต้องเรียนให้แจ่มแจ้งคือ 5 6 7 8 เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน คล้ายภาษาไทยเลย
ส่วน 4 ข้อแรกต้องศึกษาให้ละเอียดแจ่มแจ้งหน่อย เพราะกฎเกณฑ์ต่างจากภาษาไทยค่อนข้างมากทีเดียว ซึ่งหัวข้อที่ควรศึกษามีรายละเอียดดังนี้
1. คำนาม
  • นามทั่วไป กับนามเฉพาะ  (เรียนผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สำคัญเท่าไหร่)
  • นามเอกพจน์ พหูพจน์ (เรียนให้เข้าใจ จำให้ได้) เพราะ
    - การเปลี่ยนเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์มีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคำนั้นมีพยัญชนะตัวใดลงท้าย เช่น s, sh, ch, x, o, y, f เป็นต้น
    - นามพหูพจน์บางตัวไม่เปลี่ยนรูปเลย ไม่ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ เช่น deer sheep fish
    - นามบางตัวลงท้ายด้วย s ซึ่งน่าจะเป็นพหูพจน์ แต่กลับเป็นเอกพจน์เฉยเลย เช่น news, physics
    - นามบางตัวเปลี่ยนสระภายในเพื่อแสดงความเป็นพหูพจน์ เช่น men children
    - และอื่นๆ อีก
2. สรรพนาม
  •  บุรุษสรรพนาม (Personal pronoun) สรรพนามที่คนไทยสับสนเพราะมี 2 ประเภท แยกชัดเจนว่าตัวไหนเป็นประธาน ตัวไหนเป็นกรรม
3. คุณศัพท์
  • แปลงร่างได้ สามแบบ คือ ขั้นปกติ ขั้นกว่า ขั้นสูงสุด และมีหลักเกณฑ์แยกย่อยไปอีกว่าทำยังไงให้ถูกต้องตามหลักภาษา
4. กริยา
  • สุดยอดของหัวใจวายากรณ์ สุดยอดแห่งความยาก (สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ เพราะขี้เกียจจำ)
  • กริยาหนึ่งตัวแปลงร่างได้หลากหลายเช่น  go goes going went gone ทั้งหมดที่เห็นนี้แปลว่า ไป แต่ไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปใช้ Tense อะไร
  • กริยาแต่ละ Tense มีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย หรือมีเหมือนกันบ้าง
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเรียนให้เข้าใจ เพราะเป็นหัวใจของหลักภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง เดี๋ยวครูจะพาลุยด่าน 18 อรหันต์เองครับ รับรองไม่ยากหรอกไวยากรณ์หน่ะ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ไม่ยากอย่างที่คิด


ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

สารบัญและคำแนะนำ

  • ไม่สำคัญ = เรียนพอให้รู้่ ผ่านแล้วผ่านเลย
  • สำคัญ = เรียนให้รู้และให้เข้าใจ  ตอบคำถามไดุ้ถ้ามีคนถาม
  • สำคัญมาก = เรียนให้รู้ และ้ให้เข้าใจ จดจำกฎเกณฑ์ให้ได้ อธิบายได้ เพราะเป็นหัวใจของหลักภาษา โดยอาศัยการอ่านบ่อยๆ ทบทวนบ่อยๆ แล้วก็จะจำได้เอง คอนเฟิร์ม

ปูพื้นฐานเรื่อง คำนาม สรรพนามและที่เกี่ยวข้อง ให้แน่นๆ ก่อนเรียนเรื่อง Tense

  Parts of speech  (ไม่สำคัญ)

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษกับคำถามที่ถามบ๊อยบ่อย

  • ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษยากไหม
  • หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเบื้องต้นมีอะไรบ้าง
  • โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษซับซ้อนแค่ไหนกัน
  • และอื่น ๆ……จิปาถะ
คำตอบคือ อย่าถามมากแต่ศึกษาให้มากจะรู้เอง อิ ๆ ล้อเล่นคร้าบ การเรียนไวยากรณ์นั้นเหมือนกับการทำอะไรต่อมิอะไรละครับ เอ้าเป็นงัยเล่า อ้าวก็เริ่มจากระดับง่าย ๆ ก่อนไง เหมือนกับการขึ้นตึกสิบชั้น ต้องเิ่ริ่มที่บันไดขั้นแรกแล้วไปทีละก้าวนั่นแหละ (ยกเว้นขึ้นลิฟต์)
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเนี่ยเป็นอะไรที่นักเรียนไม่ชอบเอาเสียเลย สาเหตุเพราะหลายคนคิดว่าย๊ากยาก มันก็เลยยากอย่างที่เราคิดจริง ๆ ด้วย เพราะเมื่อเราคิดดังนั้น เราก็ไม่คิดที่จะศึกษากันอย่างจริง ๆ จัง แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถ้าเราคิดว่ามันคงไม่ยากหรอก ถ้ายากคงไม่มีใครเรียนรู้เรื่องเป็นแน่แท้ หากเรามีความคิดเช่นนี้ สมองก็จะสั่งการว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ ฮ่า ๆ และเราก็ทำได้จริง ๆ ด้วย
มีคำพูดหนึ่งที่ทุกคนควรเอาอย่างคือ “อะไรก็ตามแต่ที่มนุษย์คนหนึ่งทำได้ มนุษย์คนอื่นก็ทำได้ด้วย”

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษยากไหมคะ

อย่างที่บอกครับ มันไม่มีอะไรยากหรือง่ายจนเกิน ถ้ามันยากทุกคนก็ทำไม่ได้ ถ้ามันง่ายทุกคนก็ทำได้สิครับ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ถ้าลงมือทำ การเดินทางออกนอกโลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เขาก็ทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้  วิธีการคือควรเริ่มเรียนรู้จากอันง่าย ๆ ทำความเข้าใจจากระดับพื้นฐาน หรือระดับเบสิกนั่นแหละ นักเรียนส่วนใหญ่ที่เห็นว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องยาก ก็เพราะว่าไปเรียนอันที่มันยาก ๆ มันก็ยากซิครับ เหมือนกับให้เด็กน้อยยกกระสอบข้าวไง เด็กที่ไหนจะยกได้ เมื่อทำไม่ได้ก็ท้อและไม่สนใจในที่สุด สุดท้ายก็เกลียดมันไปเลย
เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามแต่ถ้าเราลองทำแล้วคิดว่ามันยากเกินกำลัง ก็ให้หาสิ่งที่เราคิดว่าเราพอเีรียนรู้เรื่อง แล้วก็ทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งก่อน แล้วค่อยทำในสิ่งที่มันยากขึ้นไป วันหนึ่งหากเราไปถึงยอดเขาและมองลงมา เราก็จะมีความภูมิใจว่า เฮ้อมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นี่นา

หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเบื้ืองต้นมีอะไรบ้าง

ถ้านักเรียนเดินเข้าไปในร้านหนังสือ และลองเปิดดูหนังสือไวยากรณ์สักเล่มซิ บางเล่มหนาเตอะเลย อันนี้เค้าเขียนละเอียดถึงขนาดที่ว่าเจ้าของภาษาเองก็ไม่ได้เรียนลึกขนาด นี้  เปรียบเทียบกับไวยากรณ์ไทยก็ได้ จะมีสักกี่คนที่จะเรียนเจาะลึกลงไปจริงๆ ไม่ค่อยมีหรอก เพราะฉะนั้นให้เรียนเฉพาะที่จำเป็น ๆ ก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงไปอีกที ถ้าเราจะศึกษาในแขนงนั้น ๆ
หลักไวยากรณ์เบื้องต้นที่นักเรียนควรเรียนรู้ให้เข้าใจนั้นต้องตอบคำถามความแตกต่างของภาษาอังกฤษและภาษาไทยต่อไปนี้ได้
  • คำนามเอกพจน์ พหูพจน์คืออะไร
  • ประธานเอกพจน์ พหูพจน์ มีผลต่อกริยาในประโยคอย่างไร
  • ทำไมกริยาถึงมีสามช่อง เอาไปใช้อย่างไร
  • เวลามีความเกี่ยวข้องกับคำโครงสร้างภาษาอย่างไร
ถ้าตอบคำถามง่าย ๆ นี้ได้แสดงว่าพอเข้าใจหลักภาษาแล้วละครับ

โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษซับซ้อนไหม

เฮ้อ….นี่แหละสิ่งที่อยากจะบอกว่าให้ใจเย็น ๆ ให้เรียนให้เข้าใจ และค่อยเป็นไป ซึ่งโครงสร้างในที่นี้คือ โครงสร้างของ Tense นั่นแหละ มันมีโครงสร้าง 12 อันก็จริง แต่ว่าที่ใช้บ่อย ก็มีแค่ 5-6 อันเองแหละ ที่เหลือเรียนให้รู้ก็พอ เพราะไม่ค่อยได้ใช้กันเลย
เรื่อง Tense เป็นจุดที่สำคัญที่สุดของหลักภาษาอังกฤษ และเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง เพราะคำกริยาสามช่องจะเกี่ยวเนื่องกับเวลาโดยตรง คล้ายๆกับภาษาบาลี หากใครเคยเรียนบาลีก็จะรู้
การทำความเข้าใจเรื่อง Tense ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ใช้จินตนาการหน่อย และยอมรับความแตกต่างระหว่างภาษาให้ได้ แค่นี้เองครับ เพราะภาษาไทย จะมีแค่คำบอกเวลามาเกี่ยวข้องแค่นั้นเอง แต่ของภาษาอังกฤษจะเป็นเรื่องของคำกริยาที่จะบ่งบอกเวลาให้รู้ว่าเหตูการณ์ นั้นเกิดเมื่อไหร่

คำศัพท์อาชีพภาษาอังกฤษ พร้อมคำอ่าน คำแปล

คำศัพท์อาชีพภาษาอังกฤษต่อไปนี้ เป็นคำศัพท์ที่นักเรียนต้องจดจำให้ได้นะครับ เป็นคำศัพท์พื้นฐานที่นักเรียนพบเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว มาดูกันเลยว่าคำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพสำคัญๆ นั้นมีอะไรกันบ้าง คำอ่านตัวเข้มหมายถึงให้อ่านเน้นเสียง
คำศัพท์อาชีพ ภาษาอังกฤษ
ที่ คำศัพท์ คำอ่าน คำแปล
1 barber บ๊าเบอะ ช่างตัดผม
2 cook คุค พ่อครัว
3 dancer ด๊านเซอะ นักเต้น
4 dentist เด็นทิสท หมอฟัน
5 doctor ด็อคเทอะ หมอ
6 driver ไดร๊เฝอะ คนขับรถ
7 farmer ฟ๊าเมอะ ชาวนา
8 lawyer ล๊อเยอะ ทนาย
9 nurse เนิส พยาบาล
10 policeman พะลิ๊สเมิน ตำรวจ
11 postman โพ๊สทเมิน บุรุษไปรษณีย์
12 singer ซิ๊งเงอะ นักร้อง
13 soldier โซ๊ลเจอะ ทหาร
14 student สติ๊วเดินท นักเรียน
15 teacher ที๊ชเชอะ ครู
ส่วนคำศัพท์ด้านล่างนี้เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพเหมือนกัน และไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ เอามาให้ศึกษาแค่นี้คงน่าจะเพียงพอ แต่อย่าลืมว่าคำศัพท์ด้านบนนั้นต้องจำให้ได้ ให้แม่นเลยแล้วกัน
ที่ คำศัพท์ คำอ่าน คำแปล
1 actor แอ็คเทอะ นักแสดงชาย
2 actress แอ็คทริส นักแสดงหญิง
3 air hostess แอ โฮสติส แอร์โฮสเตส
4 artist อ๊าททิสท ศิลปิน
5 astronaut แอ๊สทระนอท นักบินอวกาศ
6 carpenter ค๊าเพินเทอะ ช่างไม้
7 clerk คลาค เสมียน
8 engineer เอ็นจะเนี๊ย วิศวกร
9 eye doctor อาย ด็อคเทอะ หมอตา
10 fireman ไฟ๊เมิน นักดับเพลิง
11 gardener ก๊าดเดินเนอะ คนสวน
12 guide ไกด ไกด์
13 hairdresser แฮ๊เดร็สเซอะ ช่างแต่งผม
14 mechanic มะแค๊นนิค ช่างยนต์
15 photographer ฟะท๊อกกระเฟอะ ช่างถ่ายรูป
16 pilot ไพ๊เลิท นักบิน
17 receptionist ริเซ็พเชินนิสท พนักงานต้อนรับ
18 reporter ริพ๊อทเทอะ ผู้รายงานข่าว
19 secretary เซ๊คคริทเทะริ เลขานุการ
20 security guard ซิเคี๊ยวริทิ กาด ยามรักษาความปลอดภัย
21 salesgirl เซ๊ลสเกิล พนักงานขายหญิง
22 salesman เซ๊ลสเมิน นักขายชาย
23 saleswomen เซ๊ลสวุเมิน นักขายหญิง
24 shop assistant ช็อพ อะซิ๊สเตินท พนักงานประจำร้าน
25 shopkeeper ช็อพคี๊พเพอะ เจ้าของร้าน
26 sport man สปอท แมน นักกีฬา
27 technician เท็คนิ๊เชิน ช่างไฟ
28 writer ไร๊เทอะ นักเขียน